การคลัง การเงิน
posted on 03 Aug 2009 10:57 by sichon51การคลัง
ความหมายของการคลัง การคลังเป็นการศึกษาถึงหลักการวิธีการ จัดหารายรับ (government revenue) การใช้จ่ายของรัฐบาล (government expenditure) หนี้ของรัฐบาลหรือ หนี้สาธารณะ (government debt or public debt) นโยบายการคลัง (fiscal policy) และการบริหารการคลัง (financial administration) ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากร ภาวะการบริโภคและการผลิตของประชาชนอย่างรอบด้าน ความสำคัญของการคลัง การคลังมีความสำคัญในการดำเนินงานของรัฐบาลเพราะรัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังควบคุมภาวะเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ 1. การจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม (Allocation Function) รัฐบาลจะต้องจัดสรรทรัพยากรให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางปฏิบัติรัฐบาลจะต้องจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม เพื่อผลิตสินค้าและบริการให้สังคม อาทิเช่น การป้องกันประเทศ การบริการของแพทย์ พยาบาล ตำรวจ ตลอดจนการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยการใช้นโยบายงบประมาณที่กำหนดไว้ 2. การกระจายรายได้ของสังคม (Distribution Function) รัฐบาลจะวางนโยบายกระจายรายได้ เพื่อให้สินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ผลิตขึ้นมาได้รับการจัดสรร จำแนก แจกจ่ายได้ทั่วถึง และเป็นธรรมที่รัฐบาลสามารถทำได้โดยการใช้มาตรการทางด้านภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการ 3. การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม (Stabilization Function) เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม มีความสัมพันธ์กันระหว่างการใช้ทรัพยากร และการกระจายรายได้ โดยรัฐบาลจะต้องควบคุม และดูแลให้เศรษฐกิจของสังคมเป็นไปด้วยความราบรื่น ด้วยการรักษาระดับการจ้างงานให้อยู่ในอัตราสูง ระดับราคาสินค้าและบริการมีเสถียรภาพ (ไม่ขึ้นลงตามวัฏจักรธุรกิจ) รวมทั้งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) อยู่ในระดับที่ น่าพอใจ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงทำให้การคลังมีความสำคัญมากในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทางเศรษฐกิจเพราะรัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุม ดูแลตลอดจนแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ คงไว้ซึ่งความมีเสถียรภาพ ความเป็นมาของการคลัง ในสมัยก่อนบทบาทของรัฐบาลอยู่ในขอบเขตจำกัด คือ ทำการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ การศาล การฑูต กิจการด้านเศรษฐกิจเป็นของเอกชน ต่อมาเมื่อประชาชนมีจำนวนเพิ่มขึ้น รัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น รัฐบาลจึงมีขอบเขตความรับผิดชอบ มากขึ้น ในระหว่างปี พ.ศ. 2472-2476 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกทำให้ประเทศต่าง ๆ เดือดร้อนกันทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ชื่อ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ได้เสนอความเห็นว่า รัฐบาลควรจะเป็นผู้ดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายการคลังดำเนินการควบคุมและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เนื่องจากแนวความคิดของเคนส์ทำให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงและมีบทบาทในทางเศรษฐกิจจนถึงปัจจุบัน จากแนวความคิดของเคนส์ทำให้การคลังมีความสำคัญและจำเป็นในการปฏิบัติการ โดยรัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานบริหาร ควบคุม ดูแลและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ วิชาการคลังจึงได้รับการประยุกต์ใช้ตามหลักการวิชา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ บริหารการบัญชี และกฎหมาย เพราะสาขาวิชา ดังกล่าวจะมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้ทุกสังคม ในปัจจุบันจึงถือว่าวิชาการคลังเป็นวิชาหนึ่งของเศรษฐศาสตร์และอยู่ในวิชาทางสังคมศาสตร์ด้วย การบริหารการคลังของรัฐบาลจึงเป็นความสามารถของรัฐบาลในการหารายได้มาให้พอกับการใช้จ่าย ในขณะเดียวกันก็ต้องตั้งงบประมาณการใช้จ่ายให้ถูกต้อง สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น นโยบายการคลัง นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) และนโยบายการเงิน (Monetary policy) เป็นนโยบายทางเศรษฐกิจที่มีความสัมพันธ์กันมากจนยากที่จะแยกออกจากกันได้
http://pichaiyu.exteen.com
นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)
คือ การที่รัฐบาลใช้เครื่องทางการคลัง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีด้วยกัน 3 ด้าน ดังนี้
1. การใช้มาตรการเพิ่ม – ลด ภาษี
2. การเพิ่ม – ลด การก่อหนี้สาธารณะ
3. รายจ่ายสาธารณะ (รัฐบาลสามารถเพิ่ม – ลด รายจ่ายประจำปี)
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจตามที่ต้องการ
- เพื่อให้ ศก. เจริญเติบโต (Eco.Growth)
- เพื่อให้ ศก. มีเสถียรภาพ (Eco.Stabitity)
- เพื่อให้ ศก. มีความเสมอภาค (Eco.Equity)
ผู้ดูแลกระทรวงการคลัง คือ รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี ผ่านสภา ตราเป็น พรบ. รายจ่ายประจำปี
กระการคลัง และสำนักงบประมาณ ทำหน้าที่ในการนำนโยบายไปใช้ปฏิบัติ
คำถาม อ.ทำไมงบประมาณจะต้องผ่าน พรบ.? เพราะในหลักประชาธิปไตย ผู้เสียภาษีทุก
คนจะต้องมีตัวแทน ในรัฐสภา
Note ในปัจจุบันนโยบายการเงินนโยบายการคลัง ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปยังเป้าหมายทาง
ศก. เป็นพื้นฐาน แต่ปัจจุบันยังมี เป้าหมายทางสังคมด้วย คือ ทำให้สังคมอยู่ดี มีสุข และคุณภาพชีวิต
ที่ดีขึ้น การทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นด้วย
http://www.nidampa9phitsanulok.net
การเงิน หมายถึง จำนวนหรือปริมาณของตัวเงินที่ใช้สนับสนุนการบริหารและการปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรม มีปริมาณเพียงพอที่จะสามารถทำกิจกรรมสำเร็จตามวัตถุประสงค์และมีระดับคุณภาพของงานตามมาตรฐาน การเงินจะต้องจัดสรรให้อยู่ในรูปของงบประมาณที่เตรียมการโดยแบ่งตามกิจกรรมในแต่ละพันธกิจของสถาบัน น้ำหนักของการจัดสรรให้เป็นไปตามความสำคัญและความจำเป็นของแต่ละกิจกรรมหรือเป็นไปตามจุดเน้นที่ตกลงร่วมกัน นอกจากนั้นการเงินยังหมายถึงการจัดการด้านการเงิน ให้สถาบันมีสถานะทางการเงินที่เชื่อถือได้ทั้งในรูปแบบทางการจัดหารายได้ และการใช้จ่ายที่จำเป็นและสมเหตุสมผล มีความประหยัด คุ้มค่า มีประสิทธิภาพตลอดถึงมีวิธีการใช้จ่ายเป็นไปตามระเบียบ
ความสำคัญ
เงินเป็นทรัพยากรการบริหารที่สำคัญในลำดับต้น ๆ เป็นตัวกำหนดความสำเร็จของงาน สถาบันจะได้เงินมา (จากการสนับสนุนของรัฐหรือองค์การอื่น ๆ) ก็ต่อเมื่อได้แสดงผลให้สาธารณะไว้วางใจว่า สถาบันจะมีพฤติกรรมการทำงานที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับได้
เกณฑ์
1. มีแผนงานของสถาบันที่กำหนดวงเงินงบประมาณให้เป็นไปตามแนวทางการพัฒนา
2. มีการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับนโยบาย เป้าหมาย และเป็นไปตามลำดับความสำคัญของสถาบัน
3. มีการประเมินการใช้เงินเพื่อการปรับปรุงและจัดสรรงบประมาณ
4. มีการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศด้านการเงิน
โดยมีเกณฑ์ ตัวชี้วัด และหลักฐานการแสดงตามตารางดังนี้
|
เกณฑ์ |
ตัวชี้วัด |
หลักฐานแสดง |
|
1. มีแผนของสถาบันที่กำหนดวงเงินงบประมาณที่เป็นไปตามแนวทางการพัฒนา |
การวิเคราะห์ภารกิจของหน่วย งานทุกระดับ เพื่อการวางแผนการจัดสรรงบประมาณ |
เอกสารการกำหนดภารกิจของหน่วยงานทุกระดับ |
|
งบประมาณในการพัฒนางานในสถาบัน |
เอกสาร แผนงาน งาน โครงการของบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ของสถาบัน เอกสารสรุปการจัดสรรงบประมาณจำแนกตามแผนงาน งาน โครงการ และหมวดรายจ่าย |
|
|
2. มีการจัดสรรงบประมาณตามเกณฑ์ที่สอดคล้องกับนโยบาย เป้าหมาย และเป็นไปตามลำดับความสำคัญของสถาบัน |
กำหนดแนวทางการดำเนินงานในการจัดทำงบประมาณและจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน |
คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณางบประมาณ เอกสารสรุปโครงการของบประมาณจากทุกหน่วยงานของสถาบัน |
|
สัดส่วนของงบประมาณและเป้าหมายของแต่ละงานให้เป็นไปตามนโยบายของสถาบัน และลำดับความสำคัญ |
เอกสารสรุปการจัดสรรงบประมาณจำแนกตามแผนงานโครงการและหมาวดรายจ่าย |
|
|
การวางแผนในกรวิเคราะห์โครงการ และการจัดสรรงบประมาณ |
เอกสารแสดงวงเงินงบประมาณที่จัดสรรให้กับหน่วยงานต่าง ๆ |
|
|
อาจารย์มีส่วนร่วมในการวางแผนโครงการงบประมาณ |
เอกสารโครงการของตั้งงบประมาณจากหน่วยงานต่าง ๆ |
|
|
การวิเคราะห์แผนงาน งานโครงการ ตามเกณฑ์ที่กำหนด |
เอกสารสรุปการจัดสรรงบประมาณจำแนกตามแผนงาน งานโครงการ และหมวดรายจ่าย เอกสารแผนงาน งาน โครงการของบประมาณของน่วยงานต่าง ๆ ของสถาบัน |
|
|
การใช้จ่ายเงินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในแต่ละประเภทเงิน |
รายงานการโอนและเปลี่ยนแปลงหมวดรายจ่าย รายงานการติดตามผลการใช้งบประมาณทุกประเภท |
|
|
3. มีการประเมินการใช้เงินเพื่อการปรับปรุงและจัดสรรงบประมาณ |
วิเคราะห์การใช้เงินประเภทต่างๆ และนำผลการประเมินมาใช้ในการจัดสรรงบประมาณครั้งต่อไป |
แบบรายงานการประเมินผลการจัดสรรงบประมาณ เอกสารสรุปผลการประเมินการจัดสรรงบประมาณ |
|
ดำเนินการตรวจสอบเพื่อประเมินการใช้งบประมาณตามการจัดสรรในระยะเวลา ที่กำหนด |
มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อเป็นกลไกของการตรวจสอบในระบบการประเมินผล รายงานการตรวจสอบการใช้ งบประมาณ |
|
|
4. มีการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศด้านการเงินและงบประมาณ |
สถาบันมีข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณ |
ฐานข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย งบประมาณ เพื่อเผยแพร่ หนังสือสารสนเทศ รายงานประจำปี โฮมเพจ (Home Page) ของสำนัก ป้ายประกาศของสำนัก เอกสารประชาสัมพันธ์ (QA) |
นโยบายการเงิน
(Monetary Policing)
นโยบายการเงิน คืออะไร
นโยบายการเงิน (Monetary Policing) คือ นโยบายที่ธนาคารกลางใช้สำหรับควบคุมปริมาณเงิน และต้นทุนของเงิน (ดอกเบี้ย) ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพื่อให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และมีการเจริญเติบโตในทิศทางที่ต้องการ ส่วนใหญ่จะใช้นโยบายนี้ร่วมกับนโยบายการคลังของรัฐบาล
ความสำคัญของเรื่อง
ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ถ้ามีการปล่อยให้ทุกคนมีเสรีภาพทั้งในด้านการผลิต การบริโภค และการค้า โดยไม่มีการควบคุมดูแลทางการเงิน ประชาชนในประเทศก็จะต้องกระทำ ทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์สูงสุดโดยไม่คำนึงว่าผลกระทบจะเป็นเช่นไร เศรษฐกิจของประเทศก็เช่นเดียวกับธุรกิจเอกชนที่จำเป็นจะต้องมีผู้รับผิดชอบคอยควบคุมดูแล รวมทั้ง แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยมาตรการต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจโดยรวมดำเนินไปในทิศทางเดียวกันด้วยความมั่นคง ซึ่งในเรื่องนี้ธนาคารกลางเป็นผู้ที่ใช้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุจุดหมายทางเศรษฐกิจที่ต้องการ
ความหมายโดยละเอียด
นโยบายทางการเงินที่ใช้สำหรับควบคุมดูแลการดำเนินธุรกิจในระบบเศรษฐกิจของประเทศมีอยู่ 4 มาตรการ คือ
1. การซื้อขายหลักทรัพย์ ธนาคารจะต้องกระทำโดยเปิดเผย คือ มีการบอกกล่าวให้ประชาชนทั่วไทราบ ซึ่งการซื้อขายหลักทรัพย์โดยธนาคารกลางนี้จะมีผลกระทบต่อปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในประเทศ กล่าวคือ ถ้าธนาคารกลางนำหลักทรัพย์ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ออกขายให้ประชาชน การที่ประชาชนนำเงินมาซื้อหลักทรัพย์ของรัฐบาล นั่นก็คือปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบจะลดน้อยลงมีผลทำให้ดอกเบี้ยในตลาดเงินสูงขึ้น ในทาง ตรงกันข้าม เช่น ในกรณีที่เกิดภาวะเงินฝืด ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบมีน้อย การแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายการเงิน คือ การที่ธนาคารกลางรับซื้อหลักทรัพย์คืนจากเอกชน
ปริมาณเงินค่าหลักทรัพย์ที่ธนาคารกลางจ่ายให้กับเอกชน ก็จะดำเนินการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ ซึ่งผลที่ตามมาก็คืออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง
2. การเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย อัตราเงินสำรองในกฎหมายในที่นี้หมายถึง อัตราเงินสำรองที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจ โดยจะต้องนำเงินสำรองนี้ไปฝากไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เมื่อธนาคารกลางต้องการจะเพิ่มปริมาณเงินระบบเศรษฐกิจก็ใช้นโยบายการเงินโดยเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสำรองตามกฎหมายของธนาคารพาณิชย์ ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการให้ปริมาณเงินในระบบลดลงเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ธนาคารกลางก็จะกำหนดเพิ่มอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย นั่นก็คือ ธนาคารพาณิชย์ จะมีปริมาณเงินที่จะปล่อยให้เอกชนกู้ได้ลดลง มีผลทำให้ปริมาณเงินหมุนเวียนในมือเอกชนน้อยลงและผลของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
3. การเปลี่ยนแปลงอัตรารับช่วงซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินหรืออัตราดอกเบี้ยธนาคารกลาง อัตรารับช่วงซื้อลดนี้หมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากผู้นำตั๋วสัญญามาใช้เงินมาขาย เมื่อธนาคารกลางลดอัตรารับช่วงซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินลง จะทำให้มีเอกชนต้องการจะกู้เงินมากขึ้น ธนาคารพาณิชย์จะให้กู้โดยรับซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินจากเอกชนทั่วไป และนำมาขายช่วงลดให้กับธนาคารกลางอีกทีหนึ่ง มีผลทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปในตลาดก็จะมีแนวโน้มลง ถ้าธนาคารต้องการให้เกิดผลตรงกันข้ามก็จะใช้วิธีเพิ่มอัตรา (ดอกเบี้ย) รับช่วงซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินแทน ในทำนองเดียวกัน การที่ธนาคารกลางปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง จะมีผลทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องการกู้เงินเพื่อมาปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนทั่วไปมากขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ปริมาณเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงในที่สุด ผลที่เกิดในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนี้ก็จะเป็นเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงในอัตรารับช่วงซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงิน
1. หนี้สาธารณะ (Public Debt) หมายถึง ข้อผูกพันของรัฐบาลซึ่งเกิดจากการกู้ยืมโดยตรง และการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐบาล รวมทั้งเงินปริวรรตที่รัฐบาลรับรอง โดยรัฐบาลจะ ก่อหนี้สาธารณะเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณขาดดุลหรือเพื่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ เกิดขึ้น หรือเป็นการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายในกรณีที่ไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ เช่น เกิดภัยธรรมชาติ การเข้าร่วมสงคราม เป็นต้น โดยการก่อหนี้สาธารณะนั้นอาจจะมีทั้งผลดีและผลเสียต่อประเทศ กล่าวคือ การก่อหนี้จะทำให้ประเทศสามารถนำเงินมาใช้จ่ายได้ตามความต้องการและ ความจำเป็นที่เกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจบางประการไม่สามารถปล่อยไว้ได้ในระยะยาว หรืออาจจะมีความจำเป็นต้องดำเนินการในโครงการขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาประเทศ แต่ผลที่ตามมาก็คือ ประเทศจะต้องมีภาระในการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นซึ่งจะต้องนำผลผลิตที่สร้างขึ้นในอนาคตบางส่วนชำระหนี้คืนไปทำให้ขาดโอกาสในการนำรายได้ที่เกิดขึ้นในอนาคตไปใช้ในการบริหารหรือการพัมนาประเทศอย่างเต็มที่ นอกจากนี้การก่อหนี้สาธารณะในบางครั้ง ยังถือว่าเป็นการผลักภาระให้คนรุ่นต่อไปอีกด้วยโดยการก่อหนี้สาธารณะนั้นอาจจะแบ่งตามแหล่งที่มาของเงินกู้ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1) หนี้ภายในประเทศ หมายถึง หนี้สินและข้อผูกพันในประเทศของรัฐบาลทั้งที่เป็นตัวเงิน พันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และการค้ำประกันเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจ โดยในที่นี้จะแสดงหนี้ภายในประเทศของรัฐบาลไทยได้ดังตาราง
การคลังท้องถิ่น
หลักการและแนวคิดทั่วไปของการคลังท้องถิ่น
๑. แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับการคลังท้องถิ่น
การปกครองท้องถิ่น เป็นการปกครองที่เกิดจากการกระจายอำนาจการปกครองส่วนกลางไปยังส่วนท้องถิ่น เพื่อวัตถุประสงค์ในอันที่จะให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีโอกาสเรียนรู้และดำเนินกิจกรร มต่างๆในการปกครองท้องถิ่นด้วยตนเอง เพื่อตอบสนองต่อการแก้ปัญหาและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ
๑.๑) นิยามความหมาย
William A. Robson ได้ให้ความหมายของ “ การปกครองท้องถิ่น” ว่าหมายถึง การปกครองส่วนหนึ่งของประเทศซึ่งมีอำนาจอิสระ (Autonomy) ในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร ซึ่งจะต้องไม่มากจนมีผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐ เพราะหน่วยการปกครองท้องถิ่นมิใช่องค์กรที่มีอำนาจอธิปไตยในตัวเอง การปกครองท้องถิ่นมีสิทธิตามกฎหมาย (Legal Right) และมีองค์กรที่จำเป็น (Necessary Organization) เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายของการปกครองท้องถิ่น
๑.๒) ลักษณะสำคัญของหน่วยการปกครองท้องถิ่น มีอยู่ ๔ ประเด็น ดังนี้
๑) หน่วยการปกครองท้องถิ่นต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีขอบเขตของการปกครองแน่นอน
๒) มีอิสระในการบริหารงานและกำหนดนโยบายได้ตามสมควร
๓) มีงบประมาณเป็นของตนเอง มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีอากรและรายได้ยื่นตามที่กฎหมายกำหนด
๔) มีการเลือกตั้งและมีคณะบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่นทั้งหมด ; หรือบางส่วน เพื่อเข้าบริหารหรือทำหน้าที่ในการปกครองท้องถิ่น
๑.๓) ความหมายของการคลังท้องถิ่น
การคลังท้องถิ่น หมายถึง การบริหารงานคลังของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงการจัดหารายได้ การกำหนดรายจ่าย การจัดทำงบประมาณ การจัดซื้อ การจัดจ้าง การบัญชี การตรวจสอบบัญชีของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น กระบวนการงบประมาณท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ของแหล่งที่มาของรายรั บ กับรูปแบบในการใช้จ่ายของแต่ละหน่วยการปกครองท้องถิ่น เพื่อก่อให้เกิดความสอดคล้องต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น
http://www.meeboard.com
- รายรับของรัฐบาล
นับแต่มีการปฏิรูปการคลังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ระบบการจัดเก็บภาษีอากรของไทยก็ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ก็ปรากฏว่ายังมีอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การปรับปรุงด้านรายรับของรัฐบาลไม่อาจดำเนินการได้ตามที่ปรารถนา ได้แก่สนธิสัญญาที่ทำไว้กับนานาชาติตั้งแต่พ.ศ.2398 ซึ่งทำให้การจัดเก็บภาษีอากรโดยเฉพาะอากรสินค้านำเข้าและอากรสินค้าออกถูกกำหนดไว้คงที่ในอัตราต่ำ และไม่อาจเจรจาขอเพิ่มอัตราภาษีเหล่านี้ได้เลย ในขณะที่รายจ่ายของแผ่นดินจำเป็นต้องขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อพัฒนาให้ทันสมัยไม่ล้าหลัง อุปสรรคนี้เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขได้ ดังที่พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม เสนาบดีกระทรวงพระคลังฯ ได้กราบบังคมทูลถวายความเห็นต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ความว่า
“....ส่วนภาษีอากรที่จะคิดจัดเก็บขึ้นใหม่นั้น เห็นด้วยเกล้าฯ ว่าเป็นการยาก เพราะเหตุที่ยังไม่ได้รับอำนาจในการภาษีอากรจากรัฐบาลต่างประเทศ ฉะนั้นการจัดเก็บภาษสิ่งใดใหม่ จะต้องได้รับความเห็นชอบของผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศด้วย จึงจะเก็บได้ทั่วถึง การที่จะเก็บเงินเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นส่วนที่ชาวต่างประเทศจะต้องเสียด้วยแล้ว ก็ยากที่จะได้รับความตกลงด้วย”
ในระยะ 10 ปีแรกของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(พ.ศ.2453-2462)นั้น ความจำกัดด้านรายรับนี้ยังไม่ถึงกับก่อให้เกิดปัญหากดดันต่อทางราชการมากนัก เนื่องจากรายรับของรัฐบาลยังคงมีแนวโน้มไปในทางเพิ่มขึ้นได้ดี อันเป็นผลจากการขยายตัวของการส่งออกข้าว อุปสรรคด้านการขยายตัวของรายรับรัฐบาลเริ่มสร้างปัญหามากเป็นพิเศษในปีพ.ศ.2463 เนื่องจากภาวะแห้งแล้งติดต่อกัน ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหายมากจนทำให้ต้องห้ามการส่งออกข้าวเพราะเกรงว่าจะไม่มีข้าวเพียงพอบริโภคในประเทศ รายได้ส่วนสำคัญจากอากรขาออกจึงลดลงอย่างมาก นอกจากนั้นรายได้จากการเก็บอากรค่านาก็ลดลง รวมทั้งรายได้ทางอ้อมจากอากรสุราและรายได้จากกิจการรถไฟซึ่งมีแนวโน้มขึ้นลงตามผลของการทำนาแต่ละปีก็ลดลงด้วย
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเนื่องจากการผลิตข้าวต่อรายรับของรัฐบาลนี้ เป็นเพียงผลระยะสั้น เพราะเมื่อการส่งออกข้าวสามารถดำเนินการได้ใหม่ปัญหานี้ก็หมดไป ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อรายรับของรัฐบาลในระยะยาวนั้นก็คือการปรับโครงสร้างภาษีด้วยการยกเลิกการพนันและหวย ก.ข. รวมทั้งการดำเนินการจำกัดการสูบฝิ่นลง อันเป็นการดำเนินการตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรของพระองค์เลิกลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข แต่โดยที่รายได้จากฝิ่นและการพนันนั้นมีสัดส่วนสูงเกินกว่า 1 ใน 4 ของรายได้แผ่นดิน ความพยายามที่จะเพิ่มรายรับของรัฐบาลให้เพียงพอกับรายจ่ายจึงยิ่งเป็นปัญหา
รายจ่ายของรัฐบาล
รายจ่ายของรัฐบาล
''รายจ่ายของรัฐบาล''
รายจ่ายของรัฐบาล ว่าด้วยการจัดทำงบประมาณในแต่ละปี การจัดสรรงบประมาณไปยังส่วนต่างๆ จะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลซึ่งจะมีผลต่อโครงสร้างงบประมาณในแต่ละปี ซึ่งประกอบด้วยรายจ่ายประจำวัน รายจ่ายลงทุน และการชำระคืนเงินกู้
สำหรับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีงบประมาณ อาจจะแบ่งเป็น
รายจ่ายที่จำแนกตามโครงสร้างแผนงาน ประกอบด้วย
-รายจ่ายในกลุ่มภารกิจทางการบริหาร ได้แก่
1.รายจ่ายด้านการบริหารงานของรัฐบาล
2.รายจ่ายด้านการพัฒนาระบบการเมือง
3.รายจ่ายด้านการสนับสนุนกิจการในพระองค์
-รายจ่ายในกลุ่มภารกิจทางเศรษฐกิจ ได้แก่
1.รายจ่ายด้านการผลิตและการสร้างรายได้
2.รายจ่ายด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและการพลังงาน
3.รายจ่ายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4.รายจ่ายด้านการขนส่ง
5.รายจ่ายด้านการบริหารรายได้ รายจ่ายของรัฐ
-รายจ่ายในกลุ่มภารกิจทางสังคม ได้แก่
1.รายจ่ายด้านการพัฒนาประชากร
2.รายจ่ายด้านบริการสังคมและชุมชน
-รายจ่ายในกลุ่มภารกิจทางความมั่นคง ได้แก่
1.รายจ่ายด้านความมั่นคง
รายจ่ายที่จำแนกตามลักษณะงาน และลักษณะเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
-หมวดการบริหารทั่วไป ได้แก่ การบริหารงานทั่วไปของรัฐ การป้องกันประเทศ และการรักษาความสงบภายใน
-หมวดการบริหารชุมชนและสังคม ได้แก่ การศึกษา การสาธารณสุข การสังคมสงเคราะห์ การเคหะชุมชน และการศาสนาวัฒนธรรม และนันทนาการ
-หมวดการเศรษฐกิจ ได้แก่ การเชื้อเพลิงและพลังงาน การเกษตร การเหมืองแร่ทรัพยากรธรณีการอุตสาหกรรมและการโยธา การขนส่งและการสื่อสาร และการบริการเศรษฐกิจอื่น
-หมวดอื่นๆ ได้แก่ การดำเนินงานอื่นนอกเหนือจากที่ได้กล่าวข้างต้น
http://learners.in.th



