นโยบายการเงินในรัฐบาลปัจจุบันยกตัวอย่างการดูแลเงินเฟ้อและสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจผู้ว่าฯ ธปท.ประกาศนโยบายการเงิน ดูแลเสถียรภาพด้านราคาเนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังเป็นประเด็นที่ต้องให้ ความสำคัญต่อไป พร้อมยอมรับการเข้มงวดนโยบายการเงินกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2551 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 9 นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ภายใต้หัวข้อการสัมมนา "นโยบายการเงิน ในโลกที่ผันผวน : ความท้าทายและกลยุทธ์ตั้งรับ" วานนี้ (3 ก.ย.) นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากการที่แรงกดดันด้านราคาและความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กัน จากทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศอย่างเช่นในขณะนี้ การดำเนินนโยบายการเงินจึงมีความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากทุกทางเลือกของนโยบายต่างส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจด้วยกันทั้งสิ้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักของแต่ละทางเลือกอย่างรอบคอบ และคำนึงผลประโยชน์โดยรวมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเป็นสำคัญ สำหรับนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการดูแล เสถียรภาพทางด้านราคา ขณะเดียวกันก็มิได้ละเลยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขอย้ำว่านโยบายการเงินที่มุ่งรักษาเสถียรภาพด้านราคาหรือดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำก็เพื่อช่วยรักษาอำนาจซื้อของประชาชนและความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนสร้างสมดุลให้กับภาคการออมที่ถูกกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจ และมีผลให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะยาวอีกด้วย" นางธาริษาระบุว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงิน ในภาวะปัจจุบัน จึงอยู่ที่การหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในช่วงที่ผ่านมา นโยบายการเงินที่เริ่มเข้มงวดมากขึ้นนี้เป็นการแสดงความแน่วแน่ของ ธปท.ที่จะดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และลดการคาดการณ์ความรุนแรงของอัตราเงินเฟ้อในอนาคต "การดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำลงในอนาคตนี้ จะสร้างบรรยายกาศที่เอื้ออำนวยต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคและนักลงทุน ซึ่งในที่สุดเป็นการ เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจและการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว" ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าวและย้ำว่า จุดสมดุลของการดำเนินนโยบายการเงินในขณะนี้ จึงเป็นไปในทิศทางที่ต้องดูแลเสถียรภาพด้านราคาเนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังเป็นประเด็นที่ต้องให้ ความสำคัญต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ ธปท.ยอมรับว่า นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่จากการปรับตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะรองรับกับการชะลอลงดังกล่าวได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสัมมนาวิชาการของ ธปท.ปีนี้ นักเศรษฐศาสตร์ของ ธปท.จะนำเสนอ ผลงานการศึกษาวิจัย 5 เรื่อง เพื่อตอบ คำถามตามโจทย์ที่ตั้งไว้ตามหัวข้อสัมมนาดังกล่าว คือ 1. พรมแดนของนโยบายการเงินในสภาพแวดล้อมทางการเงินยุคใหม่ 2. พลวัตของเงินเฟ้อและนัยต่อการดำเนินนโยบายการเงิน 3. บทบาทของอัตราแลกเปลี่ยนใน การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบ เป้าหมายเงินเฟ้อของไทย 4. ความไม่แน่นอนของระดับศักยภาพการผลิตกับการดำเนินนโยบายการเงิน และ 5. ประสิทธิผลของนโยบายการเงินในโลกที่มีความเชื่อมโยงสูง ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัยทั้ง 5 หัวข้อ นอกจากจะตอบโจทย์ตามหัวข้อสัมมนาที่ตั้งไว้แล้ว ยังเป็นการศึกษา ที่ต้องการคำตอบว่า ช่องทางการส่งผ่านนโยบายการเงิน ซึ่งมี 5 ช่องทางหลักที่ได้แก่ ตลาดการเงิน สินเชื่อ ราคาสินทรัพย์ อัตราแลกเปลี่ยน และช่องทางการคาดการณ์ยังใช้ได้ดีหรือไม่ เพราะภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจการเงินผันผวนและมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ทำให้ประสิทธิผลของนโยบายการเงินอาจได้รับผลกระทบหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดโลกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำลังเป็นความท้าทายของธนาคารกลางทั่วโลกที่จะรักษาเสถียรภาพด้านราคาไปพร้อมๆ กับการดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยความผันผวนของเศรษฐกิจการเงินโลก อาจทำให้การส่งผ่านทั้ง 5 ช่องทางไม่เป็นอย่างที่ ธปท. คิด หรือไม่เป็นไปตามทฤษฎี จึงมีความ จำเป็นต้องศึกษาวิจัยว่าช่องทางการ ส่งผ่านนโยบายการเงินทั้ง 5 ช่องทาง ในปัจจุบันนี้ ยังใช้ได้หรือไม่ นอกจากนี้ เวทีสัมมนาครั้งนี้ ยังมีการเสวนาโดยวิทยากรรับเชิญอย่างเช่น นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒินายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะที่ปรึกษาเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นต้น สำหรับงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2551 ของ ธปท.จะจัดขึ้นในวันที่ 3-4 ก.ย. 51 ที่ รร.เซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์     แหล่งข้อมูลhttp://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=72760 นโยบายการคลังของรัฐบาลในปัจจุบันยกตัวอย่างการแก้ปัญหาการว่างงาน ปัญหาการว่างงานถือได้ว่าเป็นปัญหาพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจของทุกประเทศที่ประสบ ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ของการว่างงาน เช่นการว่างงานตามฤดูการ การว่างงานแอบแฝง การว่างงานที่มาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ หรือแม้กระทั่งเป็นการว่างงานที่มาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่อำนวย    ปัญหาการว่างงานถือได้ว่าเป็นปัญหาพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจของทุกประเทศที่ประสบ ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ของการว่างงาน เช่นการว่างงานตามฤดูการ การว่างงานแอบแฝง การว่างงานที่มาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ หรือแม้กระทั่งเป็นการว่างงานที่มาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่อำนวย ถ้าหากการว่างงานเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากก็ถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับการดำรงชีพของประชาชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัญหาที่เปราะบาง นอกจากนี้ยังมีการว่างงานในลักษณะชั่วคราว (frictional unemployment) แต่ไม่เป็นปัญหามากนัก เพราะเป็นการว่างงานที่อยู่ในช่วงของการสำรวจหรือรองานอยู่พอดี การแก้ไขปัญหาการว่างงานเป็นภารกิจที่สำคัญของรัฐบาล ซึ่งมีนโยบายการคลัง (fiscal policy) และนโยบายการเงิน (monetary policy) เป็นเครื่องมือที่สำคัญ นโยบายการคลังเริ่มรู้จักและมีบทบาทในการแกปัญหาทางเศรษฐกิจเมื่อครั้งที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงในทศวรรษที่ ๑๙๓๐ ทำให้เกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ที่แนะนำให้แต่ละประเทศแก้ปัญหาการว่างงานดังกล่าวโดยใช้นโยบายการคลังคือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) เนื่องจากเคนส์มองว่า กลไกการตลาดไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่จุดดุลยภาพได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากว่าระดับอุปสงค์มวลรวม (aggregate demand) อยู่ในระดับที่ต่ำ โดยเฉพาะ การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน ดังนั้นภาครัฐต้องทำหน้าที่ในการกระตุ้นอุปสงค์โดยใช้นโยบายการคลังขาดดุลเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นโยบายการคลัง (fiscal policy) คือ มาตรการที่รัฐบาลใช้เครื่องมือด้านรายได้ การใช้จ่าย และการก่อหนี้สาธารณะ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจมหภาค  ซึ่งมาตรการทางด้านการคลังนั้นมีผลต่อเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นนั้นมาตรการทางด้านการคลังจะส่งผลต่อตัวแปรทางด้านเศรษฐกิจ เช่น อุปสงค์รวม ระดับการจ้างงาน ระดับราคา และดุลการชำระเงิน  ส่วนในระยะยาว มาตรการการคลังมุ่งเน้นในเรื่องของอัตราการเจริญเติบโตที่แท้จริงของผลผลิต การบริหารเงินของรัฐ และการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งนโยบายการคลังเป็นการรักษาผลิตผลของชาติให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับภาวการณ์จ้างงานให้เต็มที่มากที่สุด               ประเทศไทยเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ เกิดการหดตัวอย่างรุนแรงของอุปสงค์มวลรวมทั้งทางด้านการบริโภคและการลงทุนลดลงเป็นอย่างมากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมติดลบโดยในปี ๒๕๔๐ ติดลบร้อยละ ๑.๔ และในปี ๒๕๔๑ ติดลบร้อยละ ๑๐.๕ เป็นผลให้บริษัทต่าง ๆ ลดต้นทุนโดยการเลิกจ้างพนักงาน หรือให้ลาออกด้วยความสมัครใจ ซึ่งทำให้เกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก และรัฐบาลในขณะนั้นได้ใช้นโยบายทางการคลังโดยการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงานอีกครั้ง ในภาวะปัจจุบันถึงแม้ว่าจะยังไม่ประสบกับปัญหาการว่างงานในอัตราที่สูงมากนัก แต่ถ้าหากประสบกับปัญหาการว่างงานที่สูงเพิ่มขึ้นในอนาคต รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังเพื่อแก้ปัญหาได้ คือ นโยบายการคลังแบบขาดดุล และมาตรการทางด้านภาษีโดยการลดภาษี - การใช้นโยบายการคลังโดยการขาดดุลงบประมาณ เป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ส่งผ่านตรงถึงระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นทางด้านการจ้างงานทำให้เกิดการบริโภคของภาคประชาชนเพิ่มขึ้นและส่งผลถึงการลงทุนของภาคเอกชน  - การใช้มาตรการทางด้านภาษีโดยการปรับลดอัตราภาษี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจะช่วยกระตุ้นทางด้านการบริโภคของประชาชนให้เพิ่มขึ้น และก็จะส่งผลดีต่อการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มขึ้น              ถึงแม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะไม่ประสบกับปัญหาการว่างงานที่สูงมากนัก แต่ด้วยปัญหาภายในทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้น กอปรกับปัญหาภายนอกจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงซึ่งส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของโลก เป็นผลให้เกิดการชะลอตัวทั้งทางด้านการบริโภคและการลงทุน ซึ่งเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ ดังนั้นรัฐบาลควรรักษาอุปสงค์รวมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่ถ้าหากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและมีการว่างงานเกิดขึ้นจำนวนมากมาตรการทางการคลังที่นำมาใช้ควรจะเป็นมาตรการที่ก่อให้เกิดการขยายตัวทางด้านอุปสงค์ซึ่งก็คือการใช้งบประมาณขาดดุลและการลดภาษี แต่ด้วยภาวะปัจจุบันการลดภาษีเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของภาครัฐซึ่งการจัดเก็บภาษียังไม่ได้ตามเป้าหมายอยู่แล้ว ซึ่งก็จะเป็นปัญหาทางด้านการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ดังนั้นหากเกิดปัญหาการว่างงานขึ้นในปัจจุบันนโยบายการคลังทางด้านการขาดดุลงบประมาณน่าจะเหมาะสมกว่า เนื่องจากว่าเป็นนโยบายที่เห็นผลได้เร็วเพราะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มปริมาณเงินไหลเวียนในระบบทันที และกระตุ้นอุปสงค์รวมได้รวดเร็วซึ่งเป็นผลดีต่อการบริโภค การลงทุน และการจ้างงาน แต่รัฐบาลต้องพึงระวังในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วยแหล่งข้อมูล http://gotoknow.org/blog/model1/168393ปัจจุบันรัฐบาลใช้งบประมาณแบบระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน           ตามที่ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ส่งผลกระทบต่อการบริหารหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน รวมถึงการดำรงชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หน่วยงานภาครัฐทุกแห่งจำเป็นต้องปรับตัวให้สนองตอบต่อปัญหา และการเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติอย่างจริงจัง เนื่องจากทรัพยากร และงบประมาณของประเทศมีจำนวนจำกัด หน่วยงานภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดการบริหารและการปฏิบัติกันใหม่ เพื่อพลิกฟื้นปัญหาให้เป็นโอกาสที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและคุณค่างานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีการ ปฏิรูประบบบริหารภาครัฐให้เป็น "รูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ " (NEW PUBLIC MANAGEMENT) ที่เน้นการทำงานโดยยึดผลลัพธ์ เป็นหลักมีการวัดผลลัพธ์ และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการทำงานเพื่อประชาชน มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง การปฏิรูประบบบริหารภาครัฐตามแนวทาง ดังกล่าวครอบคลุม 5 ด้าน ดังนี้ 1. ปรับเปลี่ยนบทบาท ภารกิจและวิธีการบริหารงานของภาครัฐ 2. ปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณ การเงิน และการพัสดุ 3. ปรับเปลี่ยนระบบบริหารบุคคล 4. ปรับเปลี่ยนกฎหมาย 5. ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและค่านิยม          จากนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูประบบงบประมาณตามข้อ 2 สำนักงบประมาณจึงได้มอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษา KPMG BARENTS ทำการศึกษาระบบการจัดการงบประมาณและได้มีข้อเสนอแนะให้จัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน (PERFORMANCE BASED BUDGETING) และต่อมาคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อ 11 พฤษภาคม 2542 เห็นชอบแผนปฏิรูประบบบริหารงานภาครัฐ ซึ่งการปรับระบบงบประมาณให้เป็นแบบมุ่งเน้นผลงาน ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนดังกล่าวด้วย                 ลักษณะของงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน   1. มุ่งเน้นผลงานและผลผลิต           การจัดทำงบประมาณในตอนแรกจัดทำแบบแสดงรายการ (Line-Item Budgeting) ซึ่งเน้นการควบคุมทรัพยากรมากกว่าผลสำเร็จในการผลิตผลผลิต ดังนั้น จึงควรปรับระบบงบประมาณเป็นแบบมุ่งเน้นผลงาน (Performance Base Budgeting) เป็นระบบการจัดการที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้งบประมาณในการพัฒนาประเทศ ผ่านองค์กรของรัฐบาลต่าง ๆ โดยมอบและกระจายอำนาจในการบริหารจัดการงบประมาณให้กับผู้ที่ใช้งบประมาณโดยอิสระ แต่ในขณะเดียวกันผู้ใช้งบประมาณจะต้องมีความรับผิดชอบจากการใช้งบประมาณของประเทศด้วย   2. ความโปร่งใสและการรายงาน           โครงสร้างการรายงานผลทางการเงินในปัจจุบันไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ยืนยันสถานะทางการเงินของส่วนราชการ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดพื้นฐานการรายงานไว้เพียงเล็กน้อยที่สามารถนำมาใช้ในการประเมินผล เช่นการรายงานผลประจำปี จึงควรมีการกำหนดกรอบการรายงานผลประจำปีและการรายงานผลทางการเงินที่สอดคล้องกับการกระจายความรับผิดชอบในการจัดทำงบประมาณ ทั้งนี้ควรทำควบคู่กับการกระจายความรับผิดชอบ   3. กระจายความรับผิดชอบในการจัดเตรียมงบประมาณแก่หน่วยราชการ           กระบวนการงบประมาณปัจจุบันเป็นแบบรวมศูนย์อยู่ที่หน่วยงานกลาง ทำให้หน่วยงานราชการขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในความสำเร็จ ดังนั้น จึงควรมีการปฏิรูปกระบวนการจัดทำงบประมาณโดยให้หน่วยราชการเป็นผู้จัดเตรียมรายละเอียดงบประมาณ ให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนดจากหน่วยงานกลาง   4. กรอบงบประมาณรายจ่ายระยะปานกลาง (MTEF)           เนื่องจากกระบวนการวางแผนงบประมาณในปัจจุบันเป็นการวางแผนแบบปีต่อปี ซึ่งยังไม่มีการคำนึงถึงการวางแผนระยะปานกลางทางที่ปรึกษาจึงเสนอให้มีการทำกรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง (Medium Term Expenditure Framework) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า MTEF ซึ่งจะมีการวางแผนการใช้จ่ายเงิน ๔ ปี (งบประมาณปีที่ขอตั้ง + ประมาณการรายจ่ายปีถัดไปอีก ๓ ปี) ทั้งนี้เพื่อประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณ   5. ความครอบคลุมของงบประมาณ           การจัดทำงบประมาณปัจจุบันนี้ไม่ได้สะท้อนถึงรายจ่ายและรายรับทั้งหมดของหน่วยงานภาครัฐอย่างแท้จริง ตัวอย่างทางด้านรายจ่าย เช่น การให้เงินช่วยเหลือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในการค้ำประกันการกู้ยืมเงิน การค้ำประกันความเสี่ยงที่เกิดจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ทางด้านรายรับ เช่น รายได้ที่เกิดจาก การอุดหนุนของภาคเอกชนท้องถิ่น ดังนั้นจึงควรมีการขยายความครอบคลุมของงบประมาณให้รวมไปถึงรายรับนอกเหนือจากการกู้ยืมเงินและใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดนี้ควรแสดงอยู่ในเอกสารงบประมาณเพื่อสะท้อนถึงการใช้จ่ายที่แท้จริงของภาครัฐ มาตรฐานการจัดการทางการเงิน            ในการจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานนั้น สำนักงบประมาณได้กำหนดมาตรการขึ้นเพื่อประกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการที่หน่วยงานภาครัฐจะนำงบประมาณไปใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ทั้งนี้ เพราะงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานเป็นระบบที่ต้องการกระจายอำนาจในการจัดการระบบงบประมาณไปสู่หน่วยผู้ปฎิบัติ เพื่อให้หน่วยผู้ปฏิบัติงานมีความคล่องตัว ในการดำเนินงาน ซึ่งมาตรการที่กำหนดขึ้นนี้ เรียกว่า "มาตรฐานการจัดการทางการเงิน ๗ ประการ" (7 HURDLES) ซึ่งประกอบด้วย   1. การวางแผนงบประมาณ (Budget Planning)          ส่วนราชการจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนงบประมาณเชิงกลยุทธ์ โดยพิจารณาทบทวนบทบาท ภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบให้ชัดเจน เพื่อกำหนดโครงสร้างแผนงาน งาน/โครงการ อันสอดคล้องกับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมทั้งต้องมีการวางแผนงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง (MTEF) ด้วย โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้                  - จัดทำแผนกลยุทธ์ ซึ่งประกอบด้วย วิเคราะห์สภาพแวดล้อม พันธกิจ ผลลัพธ์ ผลผลิต (เครื่องมือการดำเนินงานของรัฐบาล) ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน ปัจจัยการผลิต และกระบวนการผลิต                  - กําหนดผลผลิต ผลลัพธ์และตัวชี้วัด โดยพิจารณาว่าอะไรคือผลผลิต วิเคราะห์การดำเนินงานปัจจุบัน แหล่งเงิน ผู้รับบริการ การดำเนินงาน กระบวนการ และทบทวนว่าผลผลิตนั้นนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือไม่                   - แปลงแผนกลยุทธ์เป็นแผนดำเนินงาน                  - นำแผนดำเนินงานมาจัดทำงบประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง(1+ 3 ปี) และแผนประจำปี   2. การคำนวณต้นทุนผลผลิต (Outputs Costing)            การกำหนดค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการผลิต เพือให้ได้ผลผลิตอย่างมีคุณภาพตามที่กําหนดอันจะสอดคล้องกับการจัดสรรงบประมาณที่เน้นผลผลิตและต้นทุนของผลผลิต มีขั้นตอน ดังต่อไปนี้                  - กำหนดกระบวนการที่ก่อให้เกิดผลผลิต                  - จำแนกต้นทุนตามกระบวนการ                  - กระจายต้นทุนที่เกิดขึ้นตามกระบวนการเข้าสู่ผลผลิต                  - คำนวณต้นทุนต่อหน่วยของผลผลิตตามเกณฑ์เงินสด /คงค้าง   3. การบริหารการจัดหา ( Procurement Management)           การบริหารการจัดหา ให้มีประสิทธิภาพ รัดกุม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง   4. การบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ (Financial Management/Fund Control)          เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารทางการเงินและงบประมาณให้มีมาตรฐานเดียวกันผ่านระบบการเงินและบัญชี ที่สอดคล้องและเชื่อมโยงกับการควบคุมงบประมาณตามระบบงบประมาณแบบมุ้งเน้นผลงาน (ผลผลิตและผลลัพธ์) โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน                4.1 การบริหารงบประมาณ เป็นการจัดทำแผนการใช้จ่ายเงินและกําหนดพัฒนามาตรฐานการบริหารการเงิน และการควบคุมภายในที่โปร่งใสเป็นธรรม               4.2 พัฒนาระบบบัญชีและระบบข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน (FMIS) โดยระบบบัญชีในปัจจุบันเป็นระบบบัญชีเงินสด (Cash basis) บันทึกเงินสดรับ - จ่าย ในแต่ละปี ใช้ในการติดตามผลการจัดเก็บรายได้ ควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ เปรียบเทียบกับแผนการจัดหารายได้และวงเงินงบประมาณของส่วนราชการ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้แสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงิน เพื่อวัดความสำเร็จ และประสิทธิภาพการบริหาร ไม่ได้แสดงหนี้สินและภาระผูกพันทั้งระยะสั้นและระยะยาวไม่ได้แสดงมูลค่าทรัพย์สินในครอบครอง จึงต้องมีการปรับปรุงดังนี้                     - จัดทำระบบบัญชีแบบเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ซึ่งจะแสดงภาพรวมของทรัพย์สิน/ทรัพยากร หรือภาระผูกพันตามแผนงาน/โครงการที่ส่วนราชการ มีอยู่ทั้งหมดแสดงผลการดำเนินงานของส่วนราชการในรูปการเปรียบเทียบรายได้                     - รายจ่ายที่แท้จริงในแต่ละงวดบัญชี เหมือนกับการวัดผลการดำเนินงานทางธุรกิจ เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเพื่อใช้วางแผน และจัดสรรงบประมาณได้อย่างเหมาะสม                     - พัฒนาระบบ FMIS เพื่อให้การบริหารและควบคุมงบประมาณ บรรลุเป้าหมาย มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและสามารถรายงานผลการบริหารงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว              4.3 การควบคุมงบประมาณ หน่วยงานกลางจะกระจายอำนาจในการบริหารงานให้แก่หน่วยปฏิบัติ โดยเน้นการติดตามผลการดำเนินงาน (Performance) แทนการควบคุมปัจจัยนำเข้า (Input) หน่วยงานปฏิบัติจะเพิ่มความรับผิดชอบมากขึ้นในการบริหารงานทั้งในการบริหารปัจจัยนำเข้า การบริหารดูแลงบประมาณที่ได้รับ โดยคำนึงถึงผลผลิต ผลลัพธ์ที่ต้องดำเนินการ   5. การรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงาน (Financial and Performance Reporting)            การรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงานเป็นการแสดงความรับผิดชอบของผู้ปฎิบัติงานจากการใช้งบประมาณที่มุ่งเน้นความมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความโปร่งใส ทั้งนี้ประกอบด้วย                - การรายงานทางการเงิน (Financial Reporting) แบ่งเป็น การรายงานทางการเงินเพื่อการบริหารจัดการภายในกับรายงานทางการเงินสำหรับหน่วยงานภายนอก การรายงานทางการเงินเพื่อการบริหารจัดการภายในจะรายงาน งบแสดงผลการดำเนินงาน (Operation Statement) งบกระแสเงินสด และรายงานแสดงค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับผลผลิตและกิจกรรม ในส่วนของการรายงานทางการเงินสำหรับหน่วยงานภายนอก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินนั้น จะมีรายละเอียด งบแสดงผลการดำเนินงาน (Operating Statement) งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement)  งบดุล (Balance Sheet) รายงานที่แสดงค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับผลผลิตและกิจกรรม รายงานภาระผูกพันและภาระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Commitment and ContingentLiabilities)                 - การรายงานผลการดำเนินงาน (Performance Report) รายงานผลการดำเนินงานภายในหน่วยงานสำหรับการจัดสรรงบประมาณ การติดตามควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณในหน่วยงาน และรายงาน ผลการดำเนินงานต่อภายนอก โดยแสดงผลผลิตและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเทียบกับเป้าหมาย เพื่อแสดงถึงผลสำเร็จในการดำเนินงานของหน่วยงาน   6. การบริหารสินทรัพย์ (Asset Management)           จุดประสงค์ของการบริหารสินทรัพย์นั้นเพี่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ โดยการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยรวม การสำรวจสถานะของสินทรัพย์ที่มีอยู่และการลดความต้องการของสินทรัพย์ใหม่ที่ไม่จำเป็นผ่านระบบการวางแผนที่เป็นระบบ โดยต้องมีการจัดทำข้อมูลสินทรัพย์ของหน่วยงาน วางแผนการบริหารสินทรัพย์ และจัดทำระเบียบและขั้นตอนภายในหน่วยงานที่สนับสนุนให้เกิดการใช้สินทรัพย์อย่างคุ้มค่า   7. การตรวจสอบภายใน (Internal Audit)           เป็นการควบคุมการใช้งบประมาณและปรับปรุงการดำเนินงานไห้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยหน่วยตรวจสอบภายในของส่วนราชการ ควรมีการพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดการและระบบตรวจสอบภายในใหม่ มีการวางแผนการตรวจสอบเพี่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและประหยัด โดยสามารถแบ่งการตรวจสอบเป็น 3 ประเภท คือ ตรวจสอบผลการดำเนินงาน ตรวจสอบการบริหารจัดการทางการเงิน และตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ  แหล่งข้อมูลhttp://comptro.rtaf.mi.th/NEWS/S-NEWS-1.htm

การคลัง การเงิน

posted on 03 Aug 2009 10:57 by sichon51

การคลัง

ความหมายของการคลัง การคลังเป็นการศึกษาถึงหลักการวิธีการ จัดหารายรับ (government revenue) การใช้จ่ายของรัฐบาล (government expenditure) หนี้ของรัฐบาลหรือ หนี้สาธารณะ (government debt or public debt) นโยบายการคลัง (fiscal policy) และการบริหารการคลัง (financial administration) ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากร ภาวะการบริโภคและการผลิตของประชาชนอย่างรอบด้าน ความสำคัญของการคลัง การคลังมีความสำคัญในการดำเนินงานของรัฐบาลเพราะรัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังควบคุมภาวะเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ 1. การจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม (Allocation Function) รัฐบาลจะต้องจัดสรรทรัพยากรให้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางปฏิบัติรัฐบาลจะต้องจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสังคม เพื่อผลิตสินค้าและบริการให้สังคม อาทิเช่น การป้องกันประเทศ การบริการของแพทย์ พยาบาล ตำรวจ ตลอดจนการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยการใช้นโยบายงบประมาณที่กำหนดไว้ 2. การกระจายรายได้ของสังคม (Distribution Function) รัฐบาลจะวางนโยบายกระจายรายได้ เพื่อให้สินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ผลิตขึ้นมาได้รับการจัดสรร จำแนก แจกจ่ายได้ทั่วถึง และเป็นธรรมที่รัฐบาลสามารถทำได้โดยการใช้มาตรการทางด้านภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการ 3. การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม (Stabilization Function) เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม มีความสัมพันธ์กันระหว่างการใช้ทรัพยากร และการกระจายรายได้ โดยรัฐบาลจะต้องควบคุม และดูแลให้เศรษฐกิจของสังคมเป็นไปด้วยความราบรื่น ด้วยการรักษาระดับการจ้างงานให้อยู่ในอัตราสูง ระดับราคาสินค้าและบริการมีเสถียรภาพ (ไม่ขึ้นลงตามวัฏจักรธุรกิจ) รวมทั้งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) อยู่ในระดับที่ น่าพอใจ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงทำให้การคลังมีความสำคัญมากในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทางเศรษฐกิจเพราะรัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุม ดูแลตลอดจนแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ คงไว้ซึ่งความมีเสถียรภาพ ความเป็นมาของการคลัง ในสมัยก่อนบทบาทของรัฐบาลอยู่ในขอบเขตจำกัด คือ ทำการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ การศาล การฑูต กิจการด้านเศรษฐกิจเป็นของเอกชน ต่อมาเมื่อประชาชนมีจำนวนเพิ่มขึ้น รัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น รัฐบาลจึงมีขอบเขตความรับผิดชอบ มากขึ้น ในระหว่างปี พ.ศ. 2472-2476 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกทำให้ประเทศต่าง ๆ เดือดร้อนกันทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ชื่อ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ได้เสนอความเห็นว่า รัฐบาลควรจะเป็นผู้ดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายการคลังดำเนินการควบคุมและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เนื่องจากแนวความคิดของเคนส์ทำให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงและมีบทบาทในทางเศรษฐกิจจนถึงปัจจุบัน จากแนวความคิดของเคนส์ทำให้การคลังมีความสำคัญและจำเป็นในการปฏิบัติการ โดยรัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานบริหาร ควบคุม ดูแลและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ วิชาการคลังจึงได้รับการประยุกต์ใช้ตามหลักการวิชา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ บริหารการบัญชี และกฎหมาย เพราะสาขาวิชา ดังกล่าวจะมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้ทุกสังคม ในปัจจุบันจึงถือว่าวิชาการคลังเป็นวิชาหนึ่งของเศรษฐศาสตร์และอยู่ในวิชาทางสังคมศาสตร์ด้วย การบริหารการคลังของรัฐบาลจึงเป็นความสามารถของรัฐบาลในการหารายได้มาให้พอกับการใช้จ่าย ในขณะเดียวกันก็ต้องตั้งงบประมาณการใช้จ่ายให้ถูกต้อง สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้น นโยบายการคลัง นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) และนโยบายการเงิน (Monetary policy) เป็นนโยบายทางเศรษฐกิจที่มีความสัมพันธ์กันมากจนยากที่จะแยกออกจากกันได้

http://pichaiyu.exteen.com

นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)

คือ การที่รัฐบาลใช้เครื่องทางการคลัง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีด้วยกัน 3 ด้าน ดังนี้

1. การใช้มาตรการเพิ่มลด ภาษี

2. การเพิ่มลด การก่อหนี้สาธารณะ

3. รายจ่ายสาธารณะ (รัฐบาลสามารถเพิ่มลด รายจ่ายประจำปี)

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจตามที่ต้องการ

- เพื่อให้ ศก. เจริญเติบโต (Eco.Growth)

- เพื่อให้ ศก. มีเสถียรภาพ (Eco.Stabitity)

- เพื่อให้ ศก. มีความเสมอภาค (Eco.Equity)

ผู้ดูแลกระทรวงการคลัง คือ รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี ผ่านสภา ตราเป็น พรบ. รายจ่ายประจำปี

กระการคลัง และสำนักงบประมาณ ทำหน้าที่ในการนำนโยบายไปใช้ปฏิบัติ

คำถาม อ.ทำไมงบประมาณจะต้องผ่าน พรบ.? เพราะในหลักประชาธิปไตย ผู้เสียภาษีทุก

คนจะต้องมีตัวแทน ในรัฐสภา

Note ในปัจจุบันนโยบายการเงินนโยบายการคลัง ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปยังเป้าหมายทาง

ศก. เป็นพื้นฐาน แต่ปัจจุบันยังมี เป้าหมายทางสังคมด้วย คือ ทำให้สังคมอยู่ดี มีสุข และคุณภาพชีวิต

ที่ดีขึ้น การทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นด้วย

http://www.nidampa9phitsanulok.net

การเงิน หมายถึง จำนวนหรือปริมาณของตัวเงินที่ใช้สนับสนุนการบริหารและการปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรม มีปริมาณเพียงพอที่จะสามารถทำกิจกรรมสำเร็จตามวัตถุประสงค์และมีระดับคุณภาพของงานตามมาตรฐาน การเงินจะต้องจัดสรรให้อยู่ในรูปของงบประมาณที่เตรียมการโดยแบ่งตามกิจกรรมในแต่ละพันธกิจของสถาบัน น้ำหนักของการจัดสรรให้เป็นไปตามความสำคัญและความจำเป็นของแต่ละกิจกรรมหรือเป็นไปตามจุดเน้นที่ตกลงร่วมกัน นอกจากนั้นการเงินยังหมายถึงการจัดการด้านการเงิน ให้สถาบันมีสถานะทางการเงินที่เชื่อถือได้ทั้งในรูปแบบทางการจัดหารายได้ และการใช้จ่ายที่จำเป็นและสมเหตุสมผล มีความประหยัด คุ้มค่า มีประสิทธิภาพตลอดถึงมีวิธีการใช้จ่ายเป็นไปตามระเบียบ


ความสำคัญ

เงินเป็นทรัพยากรการบริหารที่สำคัญในลำดับต้น ๆ เป็นตัวกำหนดความสำเร็จของงาน สถาบันจะได้เงินมา (จากการสนับสนุนของรัฐหรือองค์การอื่น ๆ) ก็ต่อเมื่อได้แสดงผลให้สาธารณะไว้วางใจว่า สถาบันจะมีพฤติกรรมการทำงานที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับได้

เกณฑ์

1. มีแผนงานของสถาบันที่กำหนดวงเงินงบประมาณให้เป็นไปตามแนวทางการพัฒนา

2. มีการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับนโยบาย เป้าหมาย และเป็นไปตามลำดับความสำคัญของสถาบัน

3. มีการประเมินการใช้เงินเพื่อการปรับปรุงและจัดสรรงบประมาณ

4. มีการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศด้านการเงิน


โดยมีเกณฑ์ ตัวชี้วัด และหลักฐานการแสดงตามตารางดังนี้

เกณฑ์

ตัวชี้วัด

หลักฐานแสดง

1. มีแผนของสถาบันที่กำหนดวงเงินงบประมาณที่เป็นไปตามแนวทางการพัฒนา

การวิเคราะห์ภารกิจของหน่วย งานทุกระดับ เพื่อการวางแผนการจัดสรรงบประมาณ

  เอกสารการกำหนดภารกิจของหน่วยงานทุกระดับ

งบประมาณในการพัฒนางานในสถาบัน

  เอกสาร แผนงาน งาน โครงการของบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ของสถาบัน

  เอกสารสรุปการจัดสรรงบประมาณจำแนกตามแผนงาน งาน โครงการ และหมวดรายจ่าย

2. มีการจัดสรรงบประมาณตามเกณฑ์ที่สอดคล้องกับนโยบาย เป้าหมาย และเป็นไปตามลำดับความสำคัญของสถาบัน

กำหนดแนวทางการดำเนินงานในการจัดทำงบประมาณและจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน

  คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณางบประมาณ

  เอกสารสรุปโครงการของบประมาณจากทุกหน่วยงานของสถาบัน

สัดส่วนของงบประมาณและเป้าหมายของแต่ละงานให้เป็นไปตามนโยบายของสถาบัน และลำดับความสำคัญ

  เอกสารสรุปการจัดสรรงบประมาณจำแนกตามแผนงานโครงการและหมาวดรายจ่าย

การวางแผนในกรวิเคราะห์โครงการ และการจัดสรรงบประมาณ

  เอกสารแสดงวงเงินงบประมาณที่จัดสรรให้กับหน่วยงานต่าง ๆ

อาจารย์มีส่วนร่วมในการวางแผนโครงการงบประมาณ

  เอกสารโครงการของตั้งงบประมาณจากหน่วยงานต่าง ๆ

การวิเคราะห์แผนงาน งานโครงการ ตามเกณฑ์ที่กำหนด

  เอกสารสรุปการจัดสรรงบประมาณจำแนกตามแผนงาน งานโครงการ และหมวดรายจ่าย

  เอกสารแผนงาน งาน โครงการของบประมาณของน่วยงานต่าง ๆ ของสถาบัน

 

การใช้จ่ายเงินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในแต่ละประเภทเงิน

  รายงานการโอนและเปลี่ยนแปลงหมวดรายจ่าย

  รายงานการติดตามผลการใช้งบประมาณทุกประเภท

 

3. มีการประเมินการใช้เงินเพื่อการปรับปรุงและจัดสรรงบประมาณ

วิเคราะห์การใช้เงินประเภทต่างๆ และนำผลการประเมินมาใช้ในการจัดสรรงบประมาณครั้งต่อไป

  แบบรายงานการประเมินผลการจัดสรรงบประมาณ

  เอกสารสรุปผลการประเมินการจัดสรรงบประมาณ

ดำเนินการตรวจสอบเพื่อประเมินการใช้งบประมาณตามการจัดสรรในระยะเวลา ที่กำหนด

  มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อเป็นกลไกของการตรวจสอบในระบบการประเมินผล

  รายงานการตรวจสอบการใช้ งบประมาณ

4. มีการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศด้านการเงินและงบประมาณ

สถาบันมีข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณ

  ฐานข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย งบประมาณ เพื่อเผยแพร่

  หนังสือสารสนเทศ

  รายงานประจำปี

  โฮมเพจ (Home Page) ของสำนัก

  ป้ายประกาศของสำนัก

  เอกสารประชาสัมพันธ์ (QA)

 

http://www.chandra.ac.th

 

 นโยบายการเงิน

(Monetary Policing)

นโยบายการเงิน คืออะไร

นโยบายการเงิน (Monetary Policing) คือ นโยบายที่ธนาคารกลางใช้สำหรับควบคุมปริมาณเงิน และต้นทุนของเงิน (ดอกเบี้ย) ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพื่อให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ และมีการเจริญเติบโตในทิศทางที่ต้องการ ส่วนใหญ่จะใช้นโยบายนี้ร่วมกับนโยบายการคลังของรัฐบาล

ความสำคัญของเรื่อง

ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ถ้ามีการปล่อยให้ทุกคนมีเสรีภาพทั้งในด้านการผลิต การบริโภค และการค้า โดยไม่มีการควบคุมดูแลทางการเงิน ประชาชนในประเทศก็จะต้องกระทำ ทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์สูงสุดโดยไม่คำนึงว่าผลกระทบจะเป็นเช่นไร เศรษฐกิจของประเทศก็เช่นเดียวกับธุรกิจเอกชนที่จำเป็นจะต้องมีผู้รับผิดชอบคอยควบคุมดูแล รวมทั้ง แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยมาตรการต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจโดยรวมดำเนินไปในทิศทางเดียวกันด้วยความมั่นคง ซึ่งในเรื่องนี้ธนาคารกลางเป็นผู้ที่ใช้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุจุดหมายทางเศรษฐกิจที่ต้องการ

ความหมายโดยละเอียด

นโยบายทางการเงินที่ใช้สำหรับควบคุมดูแลการดำเนินธุรกิจในระบบเศรษฐกิจของประเทศมีอยู่ 4 มาตรการ คือ

1. การซื้อขายหลักทรัพย์ ธนาคารจะต้องกระทำโดยเปิดเผย คือ มีการบอกกล่าวให้ประชาชนทั่วไทราบ ซึ่งการซื้อขายหลักทรัพย์โดยธนาคารกลางนี้จะมีผลกระทบต่อปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในประเทศ กล่าวคือ ถ้าธนาคารกลางนำหลักทรัพย์ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ออกขายให้ประชาชน การที่ประชาชนนำเงินมาซื้อหลักทรัพย์ของรัฐบาล นั่นก็คือปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบจะลดน้อยลงมีผลทำให้ดอกเบี้ยในตลาดเงินสูงขึ้น ในทาง ตรงกันข้าม เช่น ในกรณีที่เกิดภาวะเงินฝืด ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบมีน้อย การแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายการเงิน คือ การที่ธนาคารกลางรับซื้อหลักทรัพย์คืนจากเอกชน

 

            ปริมาณเงินค่าหลักทรัพย์ที่ธนาคารกลางจ่ายให้กับเอกชน ก็จะดำเนินการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ       ซึ่งผลที่ตามมาก็คืออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง

2. การเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย อัตราเงินสำรองในกฎหมายในที่นี้หมายถึง อัตราเงินสำรองที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจ โดยจะต้องนำเงินสำรองนี้ไปฝากไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เมื่อธนาคารกลางต้องการจะเพิ่มปริมาณเงินระบบเศรษฐกิจก็ใช้นโยบายการเงินโดยเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสำรองตามกฎหมายของธนาคารพาณิชย์ ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการให้ปริมาณเงินในระบบลดลงเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ธนาคารกลางก็จะกำหนดเพิ่มอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย นั่นก็คือ ธนาคารพาณิชย์ จะมีปริมาณเงินที่จะปล่อยให้เอกชนกู้ได้ลดลง มีผลทำให้ปริมาณเงินหมุนเวียนในมือเอกชนน้อยลงและผลของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

3. การเปลี่ยนแปลงอัตรารับช่วงซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินหรืออัตราดอกเบี้ยธนาคารกลาง อัตรารับช่วงซื้อลดนี้หมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากผู้นำตั๋วสัญญามาใช้เงินมาขาย เมื่อธนาคารกลางลดอัตรารับช่วงซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินลง จะทำให้มีเอกชนต้องการจะกู้เงินมากขึ้น ธนาคารพาณิชย์จะให้กู้โดยรับซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินจากเอกชนทั่วไป และนำมาขายช่วงลดให้กับธนาคารกลางอีกทีหนึ่ง มีผลทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปในตลาดก็จะมีแนวโน้มลง ถ้าธนาคารต้องการให้เกิดผลตรงกันข้ามก็จะใช้วิธีเพิ่มอัตรา (ดอกเบี้ย) รับช่วงซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินแทน ในทำนองเดียวกัน การที่ธนาคารกลางปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง จะมีผลทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องการกู้เงินเพื่อมาปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนทั่วไปมากขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ปริมาณเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงในที่สุด ผลที่เกิดในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนี้ก็จะเป็นเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงในอัตรารับช่วงซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงิน

http://www.ismed.or.th

หนี้สาธารณะ

1. หนี้สาธารณะ (Public Debt) หมายถึง ข้อผูกพันของรัฐบาลซึ่งเกิดจากการกู้ยืมโดยตรง และการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐบาล รวมทั้งเงินปริวรรตที่รัฐบาลรับรอง โดยรัฐบาลจะ ก่อหนี้สาธารณะเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณขาดดุลหรือเพื่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ เกิดขึ้น หรือเป็นการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายในกรณีที่ไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ เช่น เกิดภัยธรรมชาติ การเข้าร่วมสงคราม เป็นต้น โดยการก่อหนี้สาธารณะนั้นอาจจะมีทั้งผลดีและผลเสียต่อประเทศ กล่าวคือ การก่อหนี้จะทำให้ประเทศสามารถนำเงินมาใช้จ่ายได้ตามความต้องการและ ความจำเป็นที่เกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจบางประการไม่สามารถปล่อยไว้ได้ในระยะยาว หรืออาจจะมีความจำเป็นต้องดำเนินการในโครงการขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาประเทศ แต่ผลที่ตามมาก็คือ ประเทศจะต้องมีภาระในการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นซึ่งจะต้องนำผลผลิตที่สร้างขึ้นในอนาคตบางส่วนชำระหนี้คืนไปทำให้ขาดโอกาสในการนำรายได้ที่เกิดขึ้นในอนาคตไปใช้ในการบริหารหรือการพัมนาประเทศอย่างเต็มที่ นอกจากนี้การก่อหนี้สาธารณะในบางครั้ง ยังถือว่าเป็นการผลักภาระให้คนรุ่นต่อไปอีกด้วยโดยการก่อหนี้สาธารณะนั้นอาจจะแบ่งตามแหล่งที่มาของเงินกู้ได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

1) หนี้ภายในประเทศ หมายถึง หนี้สินและข้อผูกพันในประเทศของรัฐบาลทั้งที่เป็นตัวเงิน พันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน และการค้ำประกันเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจ โดยในที่นี้จะแสดงหนี้ภายในประเทศของรัฐบาลไทยได้ดังตาราง

http://st.mengrai.ac.th

การคลังท้องถิ่น

 

 

หลักการและแนวคิดทั่วไปของการคลังท้องถิ่น

 

๑. แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับการคลังท้องถิ่น

          การปกครองท้องถิ่น      เป็นการปกครองที่เกิดจากการกระจายอำนาจการปกครองส่วนกลางไปยังส่วนท้องถิ่น  เพื่อวัตถุประสงค์ในอันที่จะให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีโอกาสเรียนรู้และดำเนินกิจกรร มต่างๆในการปกครองท้องถิ่นด้วยตนเอง  เพื่อตอบสนองต่อการแก้ปัญหาและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ

          ๑.๑) นิยามความหมาย

William A. Robson  ได้ให้ความหมายของ  “ การปกครองท้องถิ่น”  ว่าหมายถึง   การปกครองส่วนหนึ่งของประเทศซึ่งมีอำนาจอิสระ (Autonomy)  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร  ซึ่งจะต้องไม่มากจนมีผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐ  เพราะหน่วยการปกครองท้องถิ่นมิใช่องค์กรที่มีอำนาจอธิปไตยในตัวเอง  การปกครองท้องถิ่นมีสิทธิตามกฎหมาย  (Legal  Right)  และมีองค์กรที่จำเป็น  (Necessary Organization)  เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายของการปกครองท้องถิ่น

          ๑.๒) ลักษณะสำคัญของหน่วยการปกครองท้องถิ่น มีอยู่ ๔ ประเด็น  ดังนี้

๑) หน่วยการปกครองท้องถิ่นต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคล  และมีขอบเขตของการปกครองแน่นอน

๒) มีอิสระในการบริหารงานและกำหนดนโยบายได้ตามสมควร

           ๓) มีงบประมาณเป็นของตนเอง  มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีอากรและรายได้ยื่นตามที่กฎหมายกำหนด

          ๔) มีการเลือกตั้งและมีคณะบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่นทั้งหมด  ; หรือบางส่วน  เพื่อเข้าบริหารหรือทำหน้าที่ในการปกครองท้องถิ่น

 

๑.๓) ความหมายของการคลังท้องถิ่น

          การคลังท้องถิ่น  หมายถึง  การบริหารงานคลังของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงการจัดหารายได้  การกำหนดรายจ่าย  การจัดทำงบประมาณ  การจัดซื้อ  การจัดจ้าง  การบัญชี  การตรวจสอบบัญชีของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  กระบวนการงบประมาณท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ของแหล่งที่มาของรายรั บ  กับรูปแบบในการใช้จ่ายของแต่ละหน่วยการปกครองท้องถิ่น  เพื่อก่อให้เกิดความสอดคล้องต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น

http://www.meeboard.com

  • รายรับของรัฐบาล

นับแต่มีการปฏิรูปการคลังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ระบบการจัดเก็บภาษีอากรของไทยก็ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ก็ปรากฏว่ายังมีอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การปรับปรุงด้านรายรับของรัฐบาลไม่อาจดำเนินการได้ตามที่ปรารถนา ได้แก่สนธิสัญญาที่ทำไว้กับนานาชาติตั้งแต่พ.ศ.2398 ซึ่งทำให้การจัดเก็บภาษีอากรโดยเฉพาะอากรสินค้านำเข้าและอากรสินค้าออกถูกกำหนดไว้คงที่ในอัตราต่ำ และไม่อาจเจรจาขอเพิ่มอัตราภาษีเหล่านี้ได้เลย ในขณะที่รายจ่ายของแผ่นดินจำเป็นต้องขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อพัฒนาให้ทันสมัยไม่ล้าหลัง อุปสรรคนี้เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขได้ ดังที่พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม เสนาบดีกระทรวงพระคลังฯ ได้กราบบังคมทูลถวายความเห็นต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ความว่า

“....ส่วนภาษีอากรที่จะคิดจัดเก็บขึ้นใหม่นั้น เห็นด้วยเกล้าฯ ว่าเป็นการยาก เพราะเหตุที่ยังไม่ได้รับอำนาจในการภาษีอากรจากรัฐบาลต่างประเทศ ฉะนั้นการจัดเก็บภาษสิ่งใดใหม่ จะต้องได้รับความเห็นชอบของผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศด้วย จึงจะเก็บได้ทั่วถึง การที่จะเก็บเงินเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นส่วนที่ชาวต่างประเทศจะต้องเสียด้วยแล้ว ก็ยากที่จะได้รับความตกลงด้วย

ในระยะ 10 ปีแรกของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(พ.ศ.2453-2462)นั้น ความจำกัดด้านรายรับนี้ยังไม่ถึงกับก่อให้เกิดปัญหากดดันต่อทางราชการมากนัก เนื่องจากรายรับของรัฐบาลยังคงมีแนวโน้มไปในทางเพิ่มขึ้นได้ดี อันเป็นผลจากการขยายตัวของการส่งออกข้าว อุปสรรคด้านการขยายตัวของรายรับรัฐบาลเริ่มสร้างปัญหามากเป็นพิเศษในปีพ.ศ.2463 เนื่องจากภาวะแห้งแล้งติดต่อกัน ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหายมากจนทำให้ต้องห้ามการส่งออกข้าวเพราะเกรงว่าจะไม่มีข้าวเพียงพอบริโภคในประเทศ รายได้ส่วนสำคัญจากอากรขาออกจึงลดลงอย่างมาก นอกจากนั้นรายได้จากการเก็บอากรค่านาก็ลดลง รวมทั้งรายได้ทางอ้อมจากอากรสุราและรายได้จากกิจการรถไฟซึ่งมีแนวโน้มขึ้นลงตามผลของการทำนาแต่ละปีก็ลดลงด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเนื่องจากการผลิตข้าวต่อรายรับของรัฐบาลนี้ เป็นเพียงผลระยะสั้น เพราะเมื่อการส่งออกข้าวสามารถดำเนินการได้ใหม่ปัญหานี้ก็หมดไป ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อรายรับของรัฐบาลในระยะยาวนั้นก็คือการปรับโครงสร้างภาษีด้วยการยกเลิกการพนันและหวย ก.ข. รวมทั้งการดำเนินการจำกัดการสูบฝิ่นลง อันเป็นการดำเนินการตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรของพระองค์เลิกลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข แต่โดยที่รายได้จากฝิ่นและการพนันนั้นมีสัดส่วนสูงเกินกว่า 1 ใน 4 ของรายได้แผ่นดิน ความพยายามที่จะเพิ่มรายรับของรัฐบาลให้เพียงพอกับรายจ่ายจึงยิ่งเป็นปัญหา

http://www.geocities.com

รายจ่ายของรัฐบาล

รายจ่ายของรัฐบาล

''รายจ่ายของรัฐบาล''

    รายจ่ายของรัฐบาล ว่าด้วยการจัดทำงบประมาณในแต่ละปี การจัดสรรงบประมาณไปยังส่วนต่างๆ  จะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลซึ่งจะมีผลต่อโครงสร้างงบประมาณในแต่ละปี  ซึ่งประกอบด้วยรายจ่ายประจำวัน  รายจ่ายลงทุน  และการชำระคืนเงินกู้

     สำหรับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีงบประมาณ อาจจะแบ่งเป็น

รายจ่ายที่จำแนกตามโครงสร้างแผนงาน   ประกอบด้วย

     -รายจ่ายในกลุ่มภารกิจทางการบริหาร ได้แก่

        1.รายจ่ายด้านการบริหารงานของรัฐบาล

        2.รายจ่ายด้านการพัฒนาระบบการเมือง         

        3.รายจ่ายด้านการสนับสนุนกิจการในพระองค์

      -รายจ่ายในกลุ่มภารกิจทางเศรษฐกิจ ได้แก่

         1.รายจ่ายด้านการผลิตและการสร้างรายได้

         2.รายจ่ายด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและการพลังงาน

         3.รายจ่ายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

         4.รายจ่ายด้านการขนส่ง

         5.รายจ่ายด้านการบริหารรายได้ รายจ่ายของรัฐ

       -รายจ่ายในกลุ่มภารกิจทางสังคม  ได้แก่

         1.รายจ่ายด้านการพัฒนาประชากร

         2.รายจ่ายด้านบริการสังคมและชุมชน

        -รายจ่ายในกลุ่มภารกิจทางความมั่นคง ได้แก่

          1.รายจ่ายด้านความมั่นคง

รายจ่ายที่จำแนกตามลักษณะงาน  และลักษณะเศรษฐกิจ  ประกอบด้วย

        -หมวดการบริหารทั่วไป ได้แก่ การบริหารงานทั่วไปของรัฐ  การป้องกันประเทศ  และการรักษาความสงบภายใน

        -หมวดการบริหารชุมชนและสังคม  ได้แก่ การศึกษา  การสาธารณสุข  การสังคมสงเคราะห์  การเคหะชุมชน  และการศาสนาวัฒนธรรม และนันทนาการ

         -หมวดการเศรษฐกิจ  ได้แก่ การเชื้อเพลิงและพลังงาน  การเกษตร  การเหมืองแร่ทรัพยากรธรณีการอุตสาหกรรมและการโยธา  การขนส่งและการสื่อสาร และการบริการเศรษฐกิจอื่น

         -หมวดอื่นๆ ได้แก่  การดำเนินงานอื่นนอกเหนือจากที่ได้กล่าวข้างต้น

http://learners.in.th

ทำงานอย่างมีความสุข.

posted on 03 Mar 2009 11:07 by sichon51
ทำงานอย่างมีความสุข...
 

...ทำงานอย่างมีความสุข...


การที่จะทำงานอย่างมีความสุข หรือมีความสนุกกับการทำงานแล้ว
จะต้องมีความตั้งใจจริง มีความเสียสละ
ให้คิดไว้เสมอว่า เราทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมบ้าง
โปรดอย่าคิดว่า สังคมจะทำประโยชน์อะไรให้กับเรา
โดยอาศัยหลักการในการทำงานทั้ง ๔ ประการ ดังกล่าวแล้ว คือ

๑. พอใจในงานที่กระทำ (ฉันทะ)

๒. พยายามกระทำงานนั้น ๆ ด้วยความพากเพียร (วิริยะ)

๓. เอาใจใส่ฝักใฝ่ดูแล (จิตตะ) และ

๔. ใช้ปัญญาความรู้สอบสวนแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด (วิมังสา)


เมื่อยึดถือหลักการทำงานทั้ง ๔ ประการนี้แล้วก็จะไม่เซ็ง ไม่พูดว่าไม่รู้จะทำอะไร และไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีงานทำ จงหางานทำ อย่าให้งานมาหาแล้วจึงทำ บางคนชอบแต่สนุกแต่ไม่ชอบทำงาน จึงทำให้งานที่ต้องทำไม่เสร็จสักที ทั้งนี้ก็เพราะใช้เวลาไม่เป็น โดยอ้างว่าไม่มีเวลา

บางคนมีเวลาไปเล่น แต่ไม่มีเวลาในการทำงาน

เพราะฉะนั้น หากทุกคนทำงานด้วยใจรัก ไม่ปล่อยให้งานอากูล ก็จะทำให้ตนเองและงานที่ตนจะต้องทำเกิดเป็นมงคลขึ้นมา


ขอบคุณบทความจากเว็บไซด์หลวงพ่อจรัล